4 ประโยชน์ของเว็บไซต์ ในการทำการตลาดออนไลน์ที่หลายคน(อาจจะ)ลืมไปแล้ว

เว็บไซต์ ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้มาแล้วเกือบ 20 ปี แต่เว็บไซต์ก็ยังคงเป็นเครื่องมือมีประโยชน์มาก ในการทำ Online Marketing ที่แบรนด์ต่างๆ ไมว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะต้องมีเว็บไซต์ไว้เป็นของตัวเอง

แต่จะใช้ประโยชน์ของเว็บไซต์ไปในรูปแบบไหน อันนี้ก็แล้วแต่กลยุทธ์ทางการตลาดของแต่ละแบรนด์ไป

แต่ก็น่าจะมีบางคนนะครับ ที่ตอนนี้กำลังตั้งคำถามว่า “จริงๆแล้ว Website มีประโยชน์อะไรบ้างในการทำ Online Marketing” ซึ่งคำถามทำนองนี้ ผมก็เคยนั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า เวลาที่มีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์แล้ว มันจะเกิดประโยชน์อะไรให้กับเราบ้าง

บทความนี้ก็เลย จะมาไล่ทวนถึงประโยชน์ของเว็บไซต์ ในการทำ Online Marketing เผื่อว่ามีใครจะได้ข้อมูลไปทำแผน Online Marketing ของปีหน้านะครับ

ประโยชน์ของเว็บไซต์ ในการทำ Online Marketing

1. ลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้น (Interest / Consideration)

ประโยชน์ของเว็บไซต์

เวลาที่มีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ นั่นเป็นสถานภาพที่คนที่เข้ามา ยินดีที่จะทำความรู้จักแบรนด์ของเรา ซึ่งอาจจะเป็นแค่ “การทำความรู้จักเบื้องต้น” ว่าแบรนด์ของเราเป็นใคร สินค้าบริการมีอะไรบ้าง หรือไปจนถึง “การพิจารณาสินค้าบริการอย่างละเอียด” เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่

2. ได้ว่าที่ลูกค้า (Lead Generation)

ประโยชน์ของเว็บไซต์

การทำ Lead Generation ก็คือ การทำบางสิ่งบางอย่างให้กับคนที่เข้าเว็บไซต์ เพื่อแลกกับ ข้อมูลการติดต่อกลับ เช่น ชื่อ เบอร์โทร หรือ อีเมล์ ซึ่งวิธีการนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก ในการขยายฐานลูกค้า ซึ่งก็สะดวก รวดเร็ว และประหยัด กว่าการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบ Offline เช่น การออกบูธครับ

3. ยอดขาย (Sales)

ประโยชน์ของเว็บไซต์

ข้อนี้ก็น่าจะคุ้นกันดีกับเว็บไซต์ประเภท E-Commerce นะครับ แต่ก็ใช่ว่าทุกธุรกิจจะสามารถทำเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วก็ขายของบนเว็บไซต์ได้เลย ต้องดูก่อนเลยว่า การขายของบนเว็บไซต์จะขัดต่อรูปแบบหรือนโยบายของธุรกิจหรือไม่ ความพร้อมในกระบวนขายมีมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงเงินลงทุน ที่ไม่ได้มีแค่ค่าทำเว็บไซต์อย่างเดียวเท่านั้น

4. สร้างความสัมพันธ์ (Customer Relationship)

ประโยชน์ของเว็บไซต์

ในการทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องมีควบคู่กับ สินค้าหรือบริการที่แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ซึ่งในเว็บไซต์เราสามารถการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้ช่วยเหลือ” จะเป็นตัวช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจควักเงิน ซื้อสินค้าหรือบริการให้กับเรา

ภาพลักษณ์ผู้ช่วยเหลือ ก็คือการทำคอนเท้นต์ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ซึ่งจะมีอยู่ 2 สถานะคือ ช่วยเหลือก่อนซื้อ กับ ช่วยเหลือหลังซื้อ

เช่น ปัญหาก่อนซื้อสินค้า …… “ถ้าเกิดปัญหานี้ จะแก้ไขยังไงดี” หรือ “จะเลือกซื้อของยังไงดี” … และปัญหาหลังซื้อสินค้าไปแล้ว เช่น ….. จะใช้งานฟังก์ชั่นนี้ยังไง หรือ เกิดปัญหาของสินค้าแบบนี้ จะแก้ไขยังไง

คอนเท้นต์ช่วยเหลือก่อนซื้อ อย่างเช่น …….. “วิธีแก้ปัญหา ดาดฟ้ารั่ว” หรือ “วิธีแต่งหน้าสำหร้บมือใหม่” ….. ส่วนคอนเท้นต์ช่วยเหลือหลังซื้อ อย่างเช่น ……….. “วิธีใช้ฟังก์ชั่น Cruise Control ของ CRV” หรือ “สอนวิธีใช้ฟีเจอร์ Depth Control ใน iPhone XS Max”

Share
Scroll to Top